ปัจจุบันการฉีดสารเติมเต็มเพื่อฟื้นฟูผิวเป็นทางเลือกยอดฮิตที่ใครหลาย ๆ คนให้ความสนใจ และแน่นอนว่ามีหลายยี่ห้อในตลาดที่กำลังได้รับความสนใจ แต่ว่าแต่ละตัวต่างกันยังไงกันนะ?
สำหรับบทความนี้ เราจะขอรวบรวมข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของหัตถการงานผิวทั้ง 3 ตัวอย่าง Sculptra, Radiesse และ Profhilo เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายว่าตัวไหนมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง เหมาะกับผิวประเภทไหนบ้าง เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถเลือกวิธีการดูแลผิวที่เหมาะสมมากที่สุด
Sculptra vs Radiesse vs Profhilo เหมือนกันอย่างไร?
ก่อนอื่น ก่อนที่จะเข้าใจความแตกต่างระหว่างหัตถการงานผิวทั้ง 3 ตัวนี้ เรามาทำความเข้าใจกันถึงความเหมือนกันก่อน โดย Sculptra, Radiesse และ Profhilo เป็นหัตถการที่อยู่ในกลุ่ม Biostimulator หรือที่เรียกว่ากลุ่มฉีดสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) นั่นเอง
จุดประสงค์หลักของการฉีดสารกระตุ้นคือการทดแทนคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) ที่ร่างกายเสียไปตามกาลเวลา ดังนั้นเมื่อฉีดแล้วใบหน้าจะมีความเต่งตึงขึ้น ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย และฟื้นฟูผิวให้มีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเก่า แต่ถึงแม้จะเป็นหัตถการประเภทเดียวกัน ทั้ง Sculptra, Radiesse, และ Profhilo ก็มีความแตกต่างกันในหลาย ๆ แง่
Sculptra vs Radiesse vs Profhilo มีการทำงานแตกต่างกันอย่างไร
หัตถการทั้ง 3 ตัวมีส่วนประกอบหลักและหลักการทำงานที่แตกต่างกันออกไปค่อนข้างมาก
Sculptra คืออะไร
Sculptra หรือที่อ่านว่า สกัลป์ทรา คือสารที่เรียกว่า Poly-L-Lactic Acid (PLLA) เมื่อมีการฉีดเข้าสู่ผิวจะมีการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ให้สร้างเส้นใยคอลลาเจน (Collagen Type I) และอีลาสตินนั่นเอง และเพราะว่าเป็นการส่งสัญญาณไปที่เม็ดเลือดขาวให้กระตุ้นเซลล์ Fibroblast จึงถือว่า Sculptra เป็นสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างธรรมชาติตัวแรกของโลกก็ว่าได้
Radiesse คืออะไร
Radiesse หรือ Radiesse Filler คือนวัตกรรมฟื้นฟูผิวแบบองค์รวม (Regenerative Biostimulator) โดยมีสาร CaHA (Calcium Hydroxylapatite Microsphere) ที่พบในเนื้อเยื่อกระดูกที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ Fibroblast ในการกระตุ้นการสร้างเส้นใย 5 ชนิดอย่าง
- Collagen Type I
- Collagen Type III
- Elastin
- Angiogenesis
- Proteoglycan
ซึ่งถือว่าแตกต่างจาก Sculptra ที่กระตุ้นการสร้าง Collagen Type I เพียงเท่านั้น
Profhilo คืออะไร
Profhilo เป็นยากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกตัวนอกเหนือจาก Sculptra และ Radiesse โดย Profhilo มีองค์ประกอบหลักของ Hyaloronic Acid (HA) ที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 100% และมีโครงสร้างพิเศษที่เรียกว่า HCC (Hybrid Cooperative Complex) โดยจะมีการกระจายตัวที่ดีเป็นพิเศษ และสามารถกระตุ้นคอลลาเจนได้ได้ดี
Sculptra vs Radiesse vs Profhilo ตัวไหนเหมาะกับใครบ้าง
Sculptra, Radiesse, Profhilo เหมาะกับปัญหาผิวแต่ละประเภท ดังนี้
Sculptra เหมาะกับใครบ้าง
Sculptra เหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มมีอายุมากขึ้นและมีปัญหาผิวดังนี้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็วกว่าการใช้ครีมบำรุง
- มีริ้วรอยและร่องลึกแบบใบหน้า
- ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย และต้องการยกกระชับผิวให้เต่งตึงกว่าเดิม
- ผู้ที่ผิวพรรณขาดการบำรุง หรือมีผิวแพ้ง่าย
Radiesse เหมาะกับใครบ้าง
Radiesse เหมาะกับผู้กำลังเริ่มมีอายุมากขึ้น เช่นผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปและพบปัญหาผิวดังนี้
- ผู้ที่มีริ้วรอยและร่องลึกตามร่องแก้ม ร่องมุมปาก ฯลฯ
- ผู้ที่ผิวหนังหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่คมชัด
- ผู้ที่ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน ไม่ฉ่ำวาว
- ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบและขมับตอบ ต้องการเพิ่มความอิ่มฟูให้กับผิว
- ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียน
Profhilo เหมาะกับใครบ้าง
- เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ผิวขาดความยืดหยุ่น ขาดความเรียบเนียน
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยที่บริเวณต่าง ๆ บนใบหน้า
- ผู้ที่ต้องการรักษาและเห็นผลลัพธ์ที่ผิวหนังชั้นตื้น ผิวด้านบนให้เรียบเนียน มากกว่าการรักษาที่โครงสร้างผิวที่ผิวหนังชั้นลึก ซึ่งจะเหมาะกับ Sculptra และ Radiesse มากกว่า
Sculptra vs Radiesse vs Profhilo ฉีดตรงไหนได้บ้าง
ถึงแม้หัตถการผิวทั้ง 3 ตัวมีความสามารถในการรักษาปัญหาผิวที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละตัวจะสามารถฉีดได้ที่บริเวณต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
Sculptra ฉีดจุดไหนได้บ้าง
ท่านสามารถฉีด Sculptra ได้หลายบริเวณรอบใบหน้าเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณนั้น ๆ โดยบริเวณที่สามารถฉีดได้มีดังนี้
- หน้าแก้ม
สามารถช่วยให้แก้มดูเต่งตึงและอิ่มฟูมากขึ้น ช่วยลดริ้วรอยร่องน้ำหมาก ร่องแก้ม ปัญหาหน้าตอบ - ขมับ
สามารถช่วยให้ผิวบริเวณขมับมีความอิ่มฟูมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยยกหางคิ้วและหางตาให้กระชับขึ้น - กรอบหน้า
ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อยด้วยการยกกระชับผิวบริเวณกรอบหน้ามากขึ้น
Radiesse ฉีดตรงไหนได้บ้าง
Radiesse สามารถฉีดได้ทั้งบนใบหน้าไปจนถึงบริเวณต่าง ๆ บนร่างกาย ดังนี้
- ร่องแก้ม เพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวหนังยุบตัว
- ร่องน้ำหมาก เพื่อช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยและร่องลึกต่าง ๆ
- ลำคอและหลังมือ เพื่อช่วยลดริ้วรอยให้ดูกระชับและเรียบเนียนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการฉีด Radiesse บริเวณกล้ามเนื้อรอบดวงตา และบริเวณระหว่างคิ้ว จมูก ปาก เป็นต้น
Profhilo ฉีดตรงไหนได้บ้าง
Profhilo สามารถฉีดได้หลาย ๆ จุด ทั้งบนใบหน้าและหลุมสิว รวมไปถึงบริเวณต่าง ๆ บนร่างกาย ได้แก่ ลำคอ หลังมือ
Sculptra vs Radiesse vs Profhilo ฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผล
Sculptra
โดยปกติแล้ว การฉีด Sculptra มักจะแนะนำให้ฉีดประมาณ 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งเว้นราว ๆ 1 เดือน (หรือ 4-6 สัปดาห์) ถ้าหากผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ควรฉีด 3 ขวด โดยจะแบ่งเป็นการฉีด 1 ขวดต่อ 1 ครั้ง
Radiesse
สำหรับการฉีด Radiesse เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด แนะนำให้ฉีด 1-3 ครั้ง อย่างต่อเนื่อง (เว้นระยะห่างอย่างต่ำ 1 เดือนต่อการฉีด 1 ครั้ง)
Profhilo
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด แนะนำให้ฉีด 2-3 ครั้งอย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นการฉีดครั้งละ 1 หลอก (2cc/หลอด)
Sculptra vs Radiesse vs Profhilo ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
Sculptra
หลังจากที่ฉีด Sculptra แล้วจะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้หลังจากที่ฉีด 5 วัน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานสุดถึง 2 ปีเลยทีเดียว
Radiesse
สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ในทันทีหลังฉีดภายใน 1 เดือนแรก และใน 3-6 เดือนจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด
Profhilo
โดยทั่วไปแล้ว จะเริ่มสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ 1 เดือนแรก และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานถึง 6-12 เดือนขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมของแต่ละคน ดังนั้นสามารถมีการฉีด Profhilo ซ้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงผลลัพธ์ได้
Sculptra vs Radiesse vs Profhilo เลือกอันไหนดี
- ถ้าหากต้องการกระตุ้นคอลลาเจนที่หนังแท้ชั้นลึกและให้ความสำคัญเรื่องการเสริมสร้างโครงสร้างของผิวให้แข็งแรง จะมีความเหมาะกับ Sculptra
- ถ้าหากมีปัญหาจากชั้นกระดูก ริ้วรอยร่องลึก จะเหมาะกับ Radiesse
- ถ้าหากต้องการกระตุ้นคอลลาเจนในทุกชั้นผิว ตั้งแต่ชั้นตื้นไปจนถึงชั้นลึก จะเหมาะสมกับ Profhilo
ราคาของแต่ละตัว
ที่กังนัมคลินิกเองก็มีบริการฉีด Sculptra และ Radiesse เช่นกัน โดยมีราคาและโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมาย ดังนี้
- Sculptra ราคาเริ่มต้นที่ 3,500 บาท/cc
- โปรโมชั่น! เมื่อเหมายกขวด 10cc รับฟรี Juvederm Volite สำหรับฉีดคอ 1cc (มูลค่า 15,000 บาท)
- Radiesse 1 กล่อง 36,000 บาท (แถม Chanel 1 ขวด)
- Radiesse 2 กล่อง 66,000 บาท (แถม Rejuran 2cc และ Crystal DNA 1 ขวด)
รีวิวหลังฉีด
สรุป Sculptra, Profhilo, และ Radiesse ต่างกันยังไง ฉีดแล้วดีจริงไหม ตัวไหนเหมาะกับใครบ้าง
Sculptra, Radiesse และ Profhilo เป็นหัตถการชนิดกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อย่างไรก็ตามทั้ง 3 ตัวต่างมีจุดเด่นเป็นของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการจะเลือกหัตถการที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละคนรวมถึงผลลัพธ์ที่คาดหวัง