Juvelook ไหมน้ำจากเกาหลี ดีไหม ? ช่วยเรื่องอะไร ?

เคลียร์ชัดทุกข้อสงสัยJuvelookไหมน้ำเกาหลี ดีจริงไหมช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

Table of Contents

คอลลาเจนเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากสำหรับผิวหนัง เมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายของเราจะเริ่มสูญเสียคอลลาเจนไปในอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 % ต่อปี และเมื่ออายุ 30 ขึ้นไป ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงเพียงแค่ 20-30 % เท่านั้น จึงทำให้ผิวที่เคยแข็งแรง เต่งตึง จะเริ่มเกิดรอยเหี่ยว รอยย่น ต่าง ๆ ตามมาตามอายุที่เพิ่มขึ้น หนึ่งในหัตถการที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนก็คือ การฉีด Juvelook ที่เราคุ้น ๆ หูกันอยู่นั่นเอง

Juvelook คืออะไร ?

Juvelook (จูวีลุค) คือ สารกระตุ้นคอลลาเจนประเภท Hybrid Biostimulator ซึ่งมีส่วนผสมที่สำคัญ 2 ชนิดด้วยกัน คือ PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) เป็นโปรตีนที่สำคัญต่อความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว กับ HA (Hyaluronic Acid) เป็นสารเติมเต็มผิวที่ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำและชุ่มชื้น ภายในตัวเดียวกัน

PDLLA คืออะไร ?

PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) เป็น Biopolymer ที่ทำมาจากกรดแลคติกที่มีการจัดเรียงโมเลกุลเฉพาะ มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวดูเต่งตึงและแข็งแรง เนื่องจากเป็นไบโอพอลิเมอร์ที่สกัดมาจากธรรมชาติบริสุทธิ์ 100% องค์การอาหารและยาจึงรับรองว่าสามารถใช้กับร่างกายมนุษย์ได้ และถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์กันอย่างแพร่หลาย PDLLA ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน PDLLA ใน Juvelook จะเป็นการผสมระหว่างโครงสร้างแบบ D-Form และ L-Form ซึ่งจะช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะในผิว จึงทำให้มีความเสถียรและคงทนมากกว่า PDLA หรือ PLLA

ทำไมถึงเรียก Juvelook ว่า ไหมน้ำ ?

Juvelook มีคุณสมบัติคล้ายกับการร้อยไหม แต่จะแตกต่างกันที่วิธี โดยทั่วไปการร้อยไหมแบบปกติจะมีไหม PDO, PCL, PDLLA ซึ่งจะมีรูปแบบเป็นเส้น แต่ Juvelook จะใช้ PDLLA เป็นรูปแบบการฉีด ซึ่งง่ายและปลอดภัยกว่า ถึงถูกเรียกว่า ‘ร้อยไหมแบบน้ำ’ การฉีดแบบนี้จะไม่ต้องใช้เข็มร้อยไหมจริง ช่วยตัดโอกาสการเจ็บจากการใช้เข็มไปเลย

หลักการทำงานของ Juvelook ?

  • หลังจากฉีด HA จะเข้าไปเติมเต็มและลดริ้วรอยได้ในทันที ในขณะเดียวกัน อนุภาคขนาดเล็ก PDLLA จะช่วยล็อค HA ให้ทำงานได้ดีขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าบริเวณที่ฉีดจะได้รับการเติมเต็มอย่างเต็มที่
  • หลังจากฉีดไปแล้ว 1 เดือน ในขณะที่ HA ทำงานอยู่ อนุภาคขนาดเล็ก PDLLA จะเริ่มกระตุ้นการสร้าง Fibroblast และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว ทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดมีความยืดหยุ่น แข็งแรงและเรียบเนียนอย่างเห็นได้ชัด
  • ภายใน 6 เดือนหลังจากที่มีการสร้างคอลลาเจนมาเป็นเวลานาน ผิวจะเริ่มคงตัวและสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพของ Juvelook จะช่วยคืนคอลลาเจนและซ่อมแซมผิวส่วนที่สึกหรอ ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ 

Juvelook ช่วยเรื่องอะไร ?

Juvelook ถูกออกแบบมาให้ช่วยฟื้นฟูในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

  • ลดริ้วรอย : ริ้วรอยรอบดวงตา ร่องแก้ม หรือจะเป็นริ้วรอยบนหน้าผาก Juvelook จะช่วยให้ผิวกลับมาเนียนเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
  • ลดความหย่อนคล้อย : ช่วยฟื้นฟูผิวที่หย่อนคล้อยกลับมากระชับขึ้น ด้วยคอลลาเจนใหม่ใต้ผิว
  • ลดหลุมสิว รอยแผลเป็น รอยแตกลาย : Juvelook จะช่วยปรับผิวและเติมเต็มผิวให้เรียบเนียน โดยการเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว    
  • เพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า : Juvelook จะทำให้ผิวดูมีชีวิตชีวา ช่วยไม่ให้ใบหน้าโทรมและกลับมาสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ

บทความแนะนำ : ทำความรู้จักกับนวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจน ไหมน้ำ คืออะไร? ดีจริงหรือเปล่า? ควรทำไหม? ตอบทุกข้อสงสัย!

Juvelook เหมาะกับใคร ?

  • เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งและผิวหมองคล้ำ 
  • เหมาะกับผู้ที่มีรอยแผลเป็นจากสิว
  • เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยและรอยย่น
  • เหมาะกับผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความเต็มอิ่มให้กับใบหน้า
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ 
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนานและปลอดภัย

Juvelook ฉีดตรงไหนได้บ้าง ?

Juvelook สามารถฉีดได้หลายจุด ขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้แต่ละราย

  • ฉีดบริเวณทั่วใบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู มีความเด้งและแข็งแรง
  • ฉีดบริเวณหน้าผาก ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและเด้ง
  • ฉีดบริเวณแก้ม ช่วยให้รูขุมขนกระชับ 
  • ฉีดบริเวณใต้ตา ช่วยลดเรือนริ้วรอย ถุงใต้ตาดูตื้นขึ้น 
  • ฉีดหลุมสิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้น
  • ฉีดตีนกาหรือร่องน้ำตา ช่วยให้ผิวเรียบสม่ำเสมอ
  • ฉีดเฉพาะจุด เพื่อลดเรือนรอยแผลเป็นและผิวที่แตกลาย

ข้อดีข้อเสียของ Juvelook

ข้อดีของ Juvelook

  • มีส่วนผสมของ PDLLA และ HA ในตัวเดียวกัน
  • อนุภาคขนาดเล็ก PDLLA จะช่วยให้ HA มีความเหนียวแน่นขึ้น สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวเต่งตึง เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ช่วยลดรอยแผลเป็นและรอยแตกลายได้
  • สามารถใช้เฉพาะจุดได้ เช่น หน้าแก้ม ใต้ตา 
  • เห็นผลทันทีหลังฉีด 
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 2 ปี 

ข้อเสียของ Juvelook

หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จะต้องฉีดอย่างต่อเนื่อง 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน

การเตรียมตัวก่อนฉีด

  • งดสัมผัสแดดโดยตรงหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดความร้อน เช่น การอบซาวน่า อย่างน้อย 2 วัน 
  • งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA และ Retinol อย่างน้อย 3 วัน 

การดูแลตัวเองหลังฉีด

  • หลีกเลี่ยงการออกแดดและกิจกรรมที่ทำให้เกิดความร้อน เช่น ซาวน่า โยคะร้อน อย่างน้อย 2 วัน 
  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง 
  • หลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีด เพื่อไม่ให้ยาเคลื่อนตัว
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 2 วัน

ต้องฉีดกี่ครั้ง ถึงเห็นผล ?

จำนวนครั้งในการฉีด Juvelook ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวที่พบและบริเวณที่จะฉีด แต่โดยทั่วไปแล้วจะแนะนำให้ฉีด 3 ครั้งต่อเดือน หลังจากนั้นค่อยฉีดเพิ่มทุก ๆ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล โดยต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินและแนะนำเท่านั้น หากต้องการทราบว่าจำนวนครั้งที่ฉีดเหมาะกับปัญหาแบบไหน ทางเราจะยกตัวอย่างให้ ดังนี้

  • Juvelook 1 ขวด จะเหมาะกับริ้วรอยจาง ๆ หน้าแห้ง ใต้ตาคล้ำ
  • Juvelook 2-3 ขวด (ฉีดครั้งละ 1 ขวด ต่อเนื่องกัน 2-3 ครั้ง) จะเหมาะกับริ้วรอยที่ชัด ถุงใต้ตาใหญ่ ใต้ตาดำคล้ำ มีหลุมสิวและรูขุมขนที่กว้าง

แล้วหลังฉีดกี่วันถึงเห็นผล ?

  • สำหรับปัญหาเรื่องถุงใต้ตา ใต้ตาลึกสามารถเห็นผลลัพธ์ได้หลังจากฉีดทันที Juvelook จะช่วยเติมเต็มผิวบริเวณนั้นได้ทันที
  • หลังจากฉีดไปแล้ว 2-4 สัปดาห์ อนุภาค HA จะสลาย และ PDLLA จะเริ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว เพื่อเสริมความแข็งแรง ความเรียบเนียน อิ่มฟูให้กับผิว โดยช่วงนี้ผลลัพธ์จะเห็นได้อย่างชัดเจนเป็นอย่างมาก
  • หลังจากฉีด 6 เดือน คอลลาเจนในผิวจะเพิ่มมากขึ้น หลุมสิวจะตื้นขึ้น รอยแตกและรอยแผลดูจางลง รูขุมขนกระชับ ผิวดูสุขภาพดี

Juvelook ผลลัพธ์อยู่ได้นานไหม ?

ผลลัพธ์ของการฉีด Juvelook โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ได้นาน 1 ปี และหากต้องการผลลัพธ์ที่นานขึ้นคนไข้จะต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ฉีดจำนวนและปริมาณที่เหมาะสมกับปัญหา โดยจะต้องทำตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด สามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปีเลยทีเดียว

Juvelook ราคา ?

ราคาของ Juvelook ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขวดละ 15,000 บาท โดยปริมาณที่จะใช้ ขึ้นอยู่กับปัญหาและจุดที่ต้องการฉีด ยิ่งมีพื้นที่มากหรือมีปัญหาที่เยอะ ก็จำเป็นต้องใช้ยาปริมาณมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 

Juvelook vs Sculptra ฉีดอันไหนดี ?

หลายคนอาจเข้าใจว่าสองอย่างนี้สามารถใช้แทนกันได้ แต่จริง ๆ แล้วสารประกอบของทั้ง 2 ตัว มีความต่างกัน Juvelook จะเป็น Hybrid biostimulator ประกอบไปด้วย PDLLA และ HA 
Scrulptra จะเป็น Collagen Biostimulator ชนิด PLLA-SCA (Poly-L-Lactic)  สามารถเลือดฉีดตามปัญหาที่พบได้ ดังนี้

  • Juvelook เหมาะกับผิวแห้ง ผิวบาง รูขุมขนกว้าง มีหลุมสิว มีริ้วรอย
  • Scrulptra เหมาะกับผิวที่ขาดความยืดหยุ่น โครงสร้างผิวไม่แรง ปัญหาผิวตามอายุที่เพิ่มขึ้น
  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องเข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้งเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับปัญหาที่คนไข้พบ

คำถามที่พบบ่อย

Juvelook อันตรายไหม ?

Juvelook ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศไทยและประเทศเกาหลีแล้ว อีกทั้งยังได้รับการรับรอง CE Mark ตามมาตรฐานยุโรปอีกด้วย ส่วนประกอบหลักอย่าง PDLLA ก็เป็นสิ่งที่เข้ากับร่างกายได้ดี เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องอันตรายเลย Juvelook ปลอดภัยอย่างแน่นอน 100%

หลังฉีด Juvelook ต้องพักหน้าไหม ?

ควรงดแต่งหน้าหลังจากฉีด Juvelook เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นถ้าเห็นว่าตุ่มยุบหรือรูขุมขนปิดแล้ว ก็สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ

ฉีด Juvelook แล้วเป็นก้อนไหม ?

เนื่องจากส่วนประกอบ 2 ตัวของ Juvelook อย่าง PDLLA และ HA สามารถเสริมการทำงานกันได้ด้วยดี จึงไม่มีโอกาสที่ตัวยาจะเป็นก้อนเลย

Juvelook  มีผลข้างเคียงหลังฉีดไหม ?

อาจมีอาการบวม แดง หรือช้ำบ้างเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด สามารถหายเองได้ภายใน 2 วัน แต่ถ้ามีอาการปวด บวมมากกว่าปกติ ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

สรุป

ปรึกษาหมอฟรี กังนัมคลินิก 40 สาขาใกล้บ้าน

Scroll to Top
gangnamclinicthailand