Coolsculpting สลายไขมันด้วยความเย็น คืออะไร อันตรายไหม?

 

     ในโลกยุคปัจจุบันมีการรักษาและกรรมวิธีเสริมความงามจำนวนมากที่ช่วยให้เรา สามารถมีรูปร่างตามที่ปรารถนา การกำจัดไขมันส่วนเกินเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ โดยหนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ CoolSculpting หรือที่เรียกว่า Cryolipolysis ซึ่งเป็นการใช้ความเย็นในการสลายไขมันใต้ผิวหนังรูปแบบใหม่ เรามาทำความรู้จักกับเทคนิคนี้กันว่าคืออะไร การสลายไขมันวิธีนี้ ทำงานอย่างไร และปลอดภัยหรือไม่

CoolSculpting คืออะไร?

      CoolSculpting เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีการควบคุมความเย็นระดับแม่นยำในการทำลายเซลล์ไขมัน โดยอาศัยหลักการตรวจจับเซลล์ไขมันมีความไวต่ออุณหภูมิต่ำกว่าเนื้อเยื่ออื่นๆ ซึ่งเทคนิคนี้จะไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง การทำ CoolSculpting เป็นกรรมวิธีลดไขมันส่วนเกินแบบไม่ต้องผ่าตัด ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical Scool) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจากคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการมีรูปร่างกระชับสวยงาม

     เทคนิคนี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) รวมถึงมีการสนับสนุนจากผลงานวิจัยมากมาย ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันในบริเวณเฉพาะ เช่น หน้าท้อง ต้นขา แขน และใต้คาง เป็นต้น

วิธีการทำงานของ CoolSculpting

     ตัวเครื่อง CoolSculpting จะดูดผิวเพื่อดึงชั้นไขมันส่วนเกินเข้ามาในบริเวณหัวเครื่อง และปล่อยความเย็นอุณหภูมิ -11 องศา เพื่อแช่แข็งก้อนไขมันในแต่ละจุด ซึ่งเซลล์ไขมัน ส่วนเกินที่ถูกแช่แข็งจะตาย และถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านกระบวนการธรรมชาติของร่างกายผ่านระบบไหลเวียนน้ำเหลือง

     ในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกหลังจากที่ทำ Coolsculpting เซลล์ไขมันจะเริ่มหายไปประมาณ 20-25% จะเริ่มเห็นได้ว่าสัดส่วนในบริเวณที่ทำมีขนาดเล็กลง และจะเห็นผลเต็มที่ในระยะเวลา 3 เดือน

CoolSculpting มีหัวกี่แบบ ต่างกันอย่างไร?

     การใช้เครื่องกำจัดไขมันด้วยความเย็น CoolSculpting ในการกำจัดเซลล์ไขมัน แต่ละส่วนก็จะมีการใช้หัวแอปพลิเคเตอร์ (Applicator) หรือหัวยิงพลังงานที่มีรูปร่าง แตกต่างกันไป โดยแพทย์จะประเมินตามความเหมาะสมว่าต้องการสลายไขมัน ส่วนไหนจะต้องใช้หัวแบบไหน โดยหัวแอปพลิเคเตอร์มีอยู่หลายแบบ แต่ละแบบก็เหมาะสมกับการ สลายไขมันบริเวณต่างกัน ดังนี้

  • CoolMini 
    เหมาะกับบริเวณใต้คาง เข่า นมน้อย

  • CoolSmoothPRO
    เหมาะกับบริเวณต้นขาด้านนอกโดยเฉพาะ

  • CoolAdvantage 
    เป็นเทคโนโลยีใหม่ใน CoolSculpting ที่ใช้หัวขนาดใหญ่เพื่อการลดไขมันบริเวณกว้างเช่นท้องและเอว และมีหัวขนาดเล็กใช้สำหรับลดไขมันบริเวณเล็กๆ เช่นเหนียง นมน้อย เพื่อให้ผู้รับบริการได้ผลลัพธ์ที่ดีและสะดวกสบายมากขึ้น

  • CoolAdvantagePetite 
    เหมาะกับบริเวณต้นแขน ปีกหลัง ใต้ราวนม หน้าท้อง รอบเอว ต้นขาด้านใน

  • CoolAdvantagePlus 
    เหมาะกับบริเวณหน้าท้องและรอบเอว

ขั้นตอนการทำ CoolSculpting

  • การเตรียมตัวก่อนการรักษา
    ในระหว่างการปรึกษาเบื้องต้น ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาประเด็นปัญหาและ ความต้องการของผู้เข้ารับบริการ รวมถึงตรวจสอบประวัติสุขภาพโดยรวมเพื่อตรวจสอบว่าร่างกายของผู้เข้ารับบริการเหมาะสมกับการทำ CoolSculpting หรือไม่

  • การรักษา
    ในวันทำการรักษา ระหว่างขั้นตอนการรักษา ผู้เข้ารับบริการสามารถนอน หรือนั่งในท่าผ่อนคลายได้ เนื่องจากกระบวนการรักษาแทบจะไม่มีความเจ็บปวด และอาการรบกวนแต่อย่างใด หลังจากนั้นแพทย์ผู้ชำนาญการจะนำอุปกรณ์ CoolSculpting หรือที่เรียกว่าแผ่นปิดทับพิเศษ (Applicator) มาวางบนบริเวณที่ต้องการลดไขมัน ซึ่งอุปกรณ์นี้จะส่งผ่านพลังความเย็น ลงไปในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้เซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังเกิดการถูกแช่แข็ง ขณะที่เนื้อเยื่อและผิวหนัง บริเวณโดยรอบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งหลังรักษา เซลล์ไขมันที่แช่แข็งจะค่อยๆ สลายตัว และร่างกายจะขับออกไปตามธรรมชาติ การรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 35-60 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดของบริเวณที่ทำ

  • การฟื้นฟูหลังการรักษา
    ผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้นอย่างใด บางคนอาจพบอาการผิวหนังแดงหรือบวมเล็กน้อยในบริเวณที่รักษา รวมถึงอาจรู้สึกเจ็บปวดชาเล็กน้อย คล้ายการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายในภายหลัง แต่อาการเหล่านี้มักคลายตัวภายในไม่กี่วัน และสามารถรักษาได้ด้วยการประคบเย็น หรือทายาพาราเซตามอลหากจำเป็น

การนวดหลังสลายไขมันด้วย CoolSculpting

      หลังจากสลายไขมันด้วยเครื่อง CoolSculpting เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยปกติ ทางเจ้าหน้าที่จะนวดผิวบริเวณที่สลายไขมันเป็นระยะเวลาประมาณ 2 นาที เพื่อช่วยให้ไขมันแตกตัว โดยจะนวดทันทีที่ถอดแอปพลิเคเตอร์ออก ซึ่งประกอบ ไปด้วยการนวดบิดและเร็ว ร่วมกับนวดคลึงเป็นวงกลม

ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน?

     ผู้เข้ารับบริการสามารถเห็นผลลัพธ์ของการรักษาที่ชัดเจนได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่รับบริการ โดยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากสลายไขมัน ส่วนจำนวนครั้งในการรับบริการนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดและบริเวณสัดส่วนของร่างกาย โดยสามารถปรึกษา CoolSculpting Specialist เกี่ยวกับจำนวนครั้ง เทียบกับขนาดของร่างกายที่ต้องการลดสัดส่วนได้

CoolSculpting เหมาะกับใคร?

     สำหรับบางท่านที่มีรูปร่างและหุ่นที่ดีอยู่แล้ว แต่มีปัญหาเรื่องไขมันสะสมตามจุดต่างๆ ที่ต้องการกำจัดออก เพื่อสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่สมส่วนมากขึ้น การทำ CoolSculpting จึงเป็นโปรแกรมที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด การออกกำลังกายอย่างหนักอาจจะทำให้คุณผอมลงและมีน้ำหนักที่ลดลงได้ แต่สัดส่วนของคุณอาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามที่คุณต้องการมากนัก เลยทำให้ไม่ได้หุ่นตามที่ต้องการ หรือบางท่านที่มีข้อกำจัดด้านร่างกายในการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือกระดูก ทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้ตามที่ต้องการ หรือมีไขมันเฉพาะจุดที่ลดยาก ไม่ว่าจะออกกำลังกายเท่าไหร่ไขมันส่วนนั้นก็ไม่ลดลง และต้องการกำจัดไขมัน ก็เหมาะกับการทำ CoolSculpting

การรับบริการสลายไขมันด้วยเครื่อง CoolSculpting มีความเหมาะสมต่อผู้ที่มีความต้องการด้านสัดส่วน ดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องการลดขนาดรูปร่างเฉพาะส่วน เช่น บริเวณหน้าท้อง เอว สะโพก ต้นแขน ต้นขา
  • ผู้ที่พยายามลดสัดส่วนผ่านการออกกำลังกาย คุมอาหาร หรือวิธีอื่นๆ มาแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถลดขนาดสัดส่วนตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้
  • ผู้ที่ต้องการสลายไขมันแบบถาวร แต่ไม่ต้องใช้วิธีผ่าตัดหรือการทำหัตถการที่ใช้เข็ม

ผู้ที่ไม่เหมาะต่อการสลายไขมันด้วย CoolSculpting

     ผู้ที่มีเงื่อนไขทางด้านสุขภาพหรือกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน CoolSculpting อย่างละเอียด ก่อนรับบริการสลายไขมันเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรืออยู่ในระหว่างช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ที่แพ้ความเย็น เช่น ลมพิษจากความเย็น โรคกลัวความเย็นผู้ป่วยโรค Cold Agglutinin Disease
  • ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หรือผู้ที่มีความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด รวมถึงผู้ที่มีภาวะเลือดไหลไม่หยุด
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของโปรตีนในเลือด (Cryoglobulinemia)
  • ผู้ป่วยโรคทางระบบภูมิคุ้มกันจนทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอย่าง Paroxysmal Cold Hemoglobinuria
  • ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ผู้ที่มีชั้นไขมันหนาน้อยกว่า 1 เซนติเมตร
  • ผู้ที่เพิ่งรับการผ่าตัด จำเป็นต้องรักษาให้หายเสียก่อน หรือปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับระยะเวลาที่แผลสมานตัว
  • ผู้ที่มีแผลเป็นและมีไส้เลื่อนบริเวณที่ต้องการสลายไขมัน
  • ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน มีเชื้อรา มีผื่นแดง
  • ผู้ใส่อุปกรณ์เทียมอยู่ภายในร่างกาย (Implantation) เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) หรือเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Automated External Defibrillator: AED) จำเป็นจะต้องปรึกษาแพทย์เสียก่อน
  • ผู้ป่วยโรค Cold Agglutinin Disease

CoolSculpting ทำบริเวณไหนได้บ้าง?

     ตำแหน่งของร่างกายที่สามารถใช้เครื่อง CoolSculpting เข้ามากำจัดเซลล์ไขมัน ออกได้ มีดังนี้ บริเวณใต้คาง เนินอก ราวนม ต้นแขน หน้าท้องส่วนบน หน้าท้องส่วนล่าง ปีกหลังบน ปีกหลังล่าง รอบเอว บั้นเอว หัวเข่า ต้นขาด้านใน ต้นขาด้านนอก รวมไปถึงแก้มก้น

ข้อดีของ CoolSculpting

การสลายไขมันด้วยความเย็น CoolSculpting มีข้อดีเด่น ๆ อยู่ดังนี้

  • CoolSculpting เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองจาก FDA มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย
  • CoolSculpting สามารถให้ความเย็นเพื่อทำลายเซลล์ไขมัน อย่างจำเพาะเจาะจงและไม่ไปทำอันตรายต่อเซลล์ผิวหนังชั้นนอก หรือเซลล์อื่น ๆ บริเวณรอบข้าง
  • CoolSculpting สามารถหยุดการทำงานของเซลล์ไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันถูกทำลายได้สูงถึง 20-25% หลังจากการรักษาเพียงครั้งเดียว
  • การสลายไขมันด้วยความเย็นจากเครื่อง CoolSculpting ไม่ก่อให้เกิดบาดแผลบนผิวหนังเพราะไม่ใช่การผ่าตัด และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น
  • เซลล์ไขมันที่โดนทำลายด้วย CoolSculpting จะหายไปอย่างถาวร หากหลังทำการสลายไขมันด้วยความเย็นแล้วมีการควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะเป็นการคุมไม่ให้เซลล์ไขมันผลิตหรือขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังสามารถทำให้สัดส่วนยังคงสภาพดีตลอด
  • CoolSculpting สามารถกลับไปทำซ้ำที่จุดเดิมได้เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น

การดูแลตัวเองหลังจากทำ CoolSculpting

     หลังเข้ารับการทำหัตถการสลายไขมันด้วยความเย็นแล้วผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลย แต่เพื่อให้สามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นอาจต้องมีการดูแลตนเองในเรื่องการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเพื่อไม่ให้เซลล์ไขมันที่ยังอยู่เกิดการขยายตัวและแบ่งตัวเพิ่มขึ้นจนทำให้การสลายไขมันด้วยความเย็นนั้นไม่มีประโยชน์
หลังการรักษาทันที อาจมีโอกาสเกิดรอยช้ำเป็นจ้ำเขียวหรือมีจุดเลือดออกเล็กที่ผิวหนัง บริเวณที่ทำการรักษา เกิดจากแรงดูดสุญญากาศที่ใช้ในการดูดผิวหนังเข้าไปในหัว Applicator ซึ่งสามารถหายไปได้เองในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

CoolSculpting เจ็บไหม?

     การทำ CoolSculpting นั้นเป็นหัตถการที่ไม่ใช่การผ่าตัดหรือใช้เจาะดูดใด ๆ จึงอาจไม่มีความเจ็บในส่วนนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องใช้ยาชา หรือยาสลบเพื่อระงับอาการเจ็บปวด แต่อาจรู้สึกเจ็บขณะที่ไขมันถูกแช่แข็งขณะที่เครื่อง CoolSculpting ส่งความเย็นไปยังเซลล์ไขมัน และอาจรู้สึกเจ็บจากการนวด เพื่อให้เซลล์ไขมันแตกตัว ในบางรายอาจเกิดอาการปวดช้ำหลังทำหัตถการได้ แต่อาการช้ำก็จะหายไปได้เองหลังทำ CoolSculpting ไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์

CoolSculpting อันตรายไหม?

     โดยทั่วไป CoolSculpting เป็นเทคนิคที่ปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ถือเป็นกรรมวิธีที่มีความปลอดภัยสูงและผู้รับการรักษา ส่วนใหญ่สามารถทนต่อขั้นตอนการรักษาได้เป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัด เพื่อดูดไขมัน CoolSculpting ไม่ต้องใช้การผ่าตัด การดมยาสลบ หรือมีระยะพักฟื้นหลังผ่าตัดที่ยาวนาน อย่างไรก็ตาม อาจมีผลข้างเคียงที่ควรรู้ เช่น

  • ความรู้สึกไม่สบายชั่วคราว: บางคนอาจรู้สึกแสบร้อน หรือชาที่บริเวณที่รักษา
  • การเกิดรอยแดงหรือบวม: หลังการรักษา บางคนอาจมีรอยแดงหรือบวมซึ่งจะหายไปในระยะเวลาสั้นๆ
  • ผลข้างเคียงที่หายาก: อาจเกิดภาวะ Paradoxical Adipose Hyperplasia (PAH) ซึ่งเป็นภาวะที่ไขมันที่ได้รับการรักษามีการเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง แม้ว่า PAH จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ก็ควรพิจารณาเมื่อเลือกทำ CoolSculpting

สรุป Coolsculpting สลายไขมันด้วยความเย็น คืออะไร อันตรายไหม

     CoolSculpting เป็นวิธีการสลายไขมันที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวาง ในวงการแพทย์จึงมีทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่อยากจะลดสัดส่วน จากไขมันส่วนเกินอย่างถาวรด้วยการสลายไขมันด้วยความเย็น ที่ช่วยกำจัดเซลล์ไขมัน ในร่างกายเราไปอย่างถาวร ให้สามารถกลับมามีหุ่นเฟิร์ม ไขมันน้อย มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นอีกครั้งโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดอีกด้วย รวมถึงมีผลงานวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้ในการลดไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลได้ดีที่สุด ปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับการกำจัดไขมันวิธีอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรักษาเพื่อประเมินความเหมาะสม และทำความเข้าใจกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยสูงสุด

 

 

Scroll to Top